การเมืองขัดแย้ง คอรัปชัน ทำยาเสพติดระบาด
ดร. นพดล กรรณิกา ผลวิจัย เอแบค-ป.ป.ส. สำรวจ 18 ชาติ พบความขัดแย้งการเมืองทำยาเสพติดระบาด เหตุปัญหาทุจริต-เปลี่ยนผู้บริหารบ่อยนายพิทยา จินาวัฒน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ร่วมกับ ดร. นพดล กรรณิกา ผอ.ศูนย์วิจัยความสุขชุมชน ม.อัสสัมชัญ เปิดเผยผลงานวิจัยเรื่อง ถอดบทเรียนนโยบายยาเสพติดในต่างประเทศ กระชับช่องว่างยุทธศาสตร์ยาเสพติดในสังคมไทย โดยสำรวจการแก้ปัญหายาเสพติดจาก 18 ประเทศทั่วโลก โดย ดร.นพดลกล่าวว่า ผลการวิจัยพบว่า ประเทศที่มีพื้นที่การสู้รบหรือความขัดแย้งรุนแรงในหมู่ประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐ หรือแต่ละฝ่ายมีความขัดแย้งกันเอง พื้นที่นั้นๆจะมีการแพร่กระจายของยาเสพติด ทั้งยังพบว่า ปัญหาและอุปสรรคต่อนโยบายปราบปรามยาเสพติด ล้วนเกิดจากปัญหาทุจริตคอรัปชันและความไม่ต่อเนื่องในการดำเนินนโยบาย เนื่องจากเปลี่ยนรัฐบาลบ่อย และการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารหน่วยงานที่ดูแลปัญหายาเสพติดดร.นพดลกล่าวต่อว่า ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้น ทำให้ยาเสพติดแพร่ระบาดได้ง่ายเพราะต่างไม่สนใจแก้ปัญหา แต่อย่างไรก็ตาม ยังดีที่งานวิจัยของเอแบคที่ผ่านมาพบว่าประเทศไทยยังมีประชาชน อีกกว่าร้อยละ 65 ที่มีความคิดแตกต่างกันแต่ยังรักกันดี อยู่ร่วมกันได้ ซึ่งแผนปรองดองของรัฐบาลต้องรักษาคนกลุ่มนี้ไว้ เพื่อให้ร่วมกันแก้ปัญหายาเสพติดโดยไม่ แบ่งฝ่ายด้านนายพิทยากล่าวถึงปัจจัยทางการเมืองที่ส่งผลต่อปัญหายาเสพติดว่า เมื่อมีปัญหาความขัดแย้ง ตำรวจ ทหารต่างก็ไม่ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ เพราะต้องแบ่งกำลังมาดูแล แต่กลับเป็นโอกาสของผู้ค้ายาเสพติด ที่อาศัยช่องว่างในการจำหน่ายยาเสพติด ดังนั้น จึงต้องอาศัยภาคประชาชนในการช่วยดูแลแก้ปัญหา โดยนโยบายการปรองดองของรัฐบาลเป็นเรื่องที่ควรนำมาบูรณาการร่วมกับนโยบายปราบปรามยาเสพติดวันเดียวกัน น.ส.นริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ รมช.ศึกษาธิการ เปิดเผยหลังหารือร่วมกับผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ว่า ได้หารือถึงแผน ปรองดองแห่งชาติ ซึ่งจะนำเสนอที่ประชุมองค์กรหลักในวันที่ 21 มิ.ย.นี้ โดย สอศ. จะปรับแผนงานที่มีอยู่ให้สอดคล้องกับแผนปรองดองเน้นการเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ การพัฒนาอาชีพและการสร้างจิตสำนึกประชาธิปไตย ใช้งบ 13 ล้านบาท.
NEWSblank ข่าวออนไลน์
เรียนภาษาอังกฤษ | หอพัก | ดาวน์โหลด | vol6
Friday, June 18, 2010
50 ปี สจล.ขนนวัตกรรมโชว์นับ 1,000 ชิ้น
50 ปี สจล.ขนนวัตกรรมโชว์นับ 1,000 ชิ้น
ฉลองครบรอบ 50 ปีวันสถาปนา พระจอมเกล้าฯลาดกระบัง ขนงานวิจัยนับ 1,000 ชิ้น จาก 1,000,000 ความคิด โชว์สาธารณชนรศ.ดร.กิตติ ตีรเศรษฐ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เปิดเผยว่า สจล.กำหนดจัดงานวันสถาปนาสถาบันครบ 50 ปี ระหว่างวันที่ 24-27 ส.ค.นี้ ที่ สจล. เพื่อเฉลิมฉลองและเผยแพร่ผลงานวิจัย นวัตกรรมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนับ 1,000 ชิ้นจาก 1,000,000 ความคิดสู่สาธารณชน โดยนำเสนอผ่านนิทรรศการวิชาการภายใต้แนวคิด Innovative Society อาทิ การพัฒนาเส้นไหมไทยโดยกรรมวิธีการเลี้ยงตัวหนอนไหมกินใบหม่อนที่มีการผสมอนุภาคนาโนซิงออกไซด์, อินเวอร์เตอร์หลายระดับสำหรับการแก้ปัญหาแรงดันไฟฟ้าตกชั่วขณะในระบบส่งจ่ายกำลังไฟฟ้า 400 โวลต์, การออกแบบเฟอร์นิเจอร์นานาชาติ ผลงานเก้าอี้สตูล ผลงานชนะการประกวดที่ประเทศสิงคโปร์ปี 2010, เก้าอี้สำหรับเด็กพิการทางด้านสมอง และนวัตกรรมอื่นๆ อีกมากมาย เพื่อให้นักเรียน นักศึกษา ภาคอุตสาหกรรม และประชาชนได้รับรู้ พร้อมแนะแนวทางการพัฒนาการศึกษาและการวิจัยในอนาคต ถามรายละเอียดได้ที่ โทร.0-2329-8111 หรือดูที่ www. kmitl.ac.th
NEWSblank ข่าวออนไลน์
เรียนภาษาอังกฤษ | หอพัก | ดาวน์โหลด | vol6
ฉลองครบรอบ 50 ปีวันสถาปนา พระจอมเกล้าฯลาดกระบัง ขนงานวิจัยนับ 1,000 ชิ้น จาก 1,000,000 ความคิด โชว์สาธารณชนรศ.ดร.กิตติ ตีรเศรษฐ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เปิดเผยว่า สจล.กำหนดจัดงานวันสถาปนาสถาบันครบ 50 ปี ระหว่างวันที่ 24-27 ส.ค.นี้ ที่ สจล. เพื่อเฉลิมฉลองและเผยแพร่ผลงานวิจัย นวัตกรรมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนับ 1,000 ชิ้นจาก 1,000,000 ความคิดสู่สาธารณชน โดยนำเสนอผ่านนิทรรศการวิชาการภายใต้แนวคิด Innovative Society อาทิ การพัฒนาเส้นไหมไทยโดยกรรมวิธีการเลี้ยงตัวหนอนไหมกินใบหม่อนที่มีการผสมอนุภาคนาโนซิงออกไซด์, อินเวอร์เตอร์หลายระดับสำหรับการแก้ปัญหาแรงดันไฟฟ้าตกชั่วขณะในระบบส่งจ่ายกำลังไฟฟ้า 400 โวลต์, การออกแบบเฟอร์นิเจอร์นานาชาติ ผลงานเก้าอี้สตูล ผลงานชนะการประกวดที่ประเทศสิงคโปร์ปี 2010, เก้าอี้สำหรับเด็กพิการทางด้านสมอง และนวัตกรรมอื่นๆ อีกมากมาย เพื่อให้นักเรียน นักศึกษา ภาคอุตสาหกรรม และประชาชนได้รับรู้ พร้อมแนะแนวทางการพัฒนาการศึกษาและการวิจัยในอนาคต ถามรายละเอียดได้ที่ โทร.0-2329-8111 หรือดูที่ www. kmitl.ac.th
NEWSblank ข่าวออนไลน์
เรียนภาษาอังกฤษ | หอพัก | ดาวน์โหลด | vol6
กุ้งเหยียดป้าสุนทรฝีมือชาวเล โอท็อปหนึ่งเดียวระดับประเทศ
กุ้งเหยียดป้าสุนทรฝีมือชาวเล
โอท็อปหนึ่งเดียวระดับประเทศ
คมชัดลึก : เกือบ 20 ปีที่ "ป้าสุนทร" สุนทร สุวรรณนาวิน ประธานกลุ่มแม่บ้านเกษตรนาเกลือพัฒนาสาขลา ต.นาเกลือ อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ ปักหลักแปรรูปกุ้งขาว กุ้งรู ทำเป็นผลิตภัณฑ์ "กุ้งเหยียดป้าสุนทร" มีแห่งเดียวในประเทศไทย ที่ได้รับการคัดสรรให้เป็นสุดยอดผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือโอท็อป 5 ดาว ระดับประเทศ ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์กุ้งเหยียดป้าสุนทรเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับจากลูกค้าอย่างแพร่หลาย แต่ละวันป้าสุนทรนั่งขายกุ้งเหยียดหน้าบ้านได้ถึง 6,000 บาท นอกจากนี้ยังมีออเดอร์จากลูกประจำ ที่สั่งมาขายต่ออีกจำนวนหนึ่ง
ป้าสุนทรบอกว่า การทำกุ้งเหยียดนั้น เป็นการต่อยอดของภูมิปัญญาชาวบ้าน เนื่องจากหมู่บ้านสาขลาเป็นหมู่บ้านอยู่ใกล้ทะเล ซึ่งเดิมทีชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพด้านการประมง บางส่วนทำนาเกลือ แต่เนื่องจากน้ำทะลักเข้ามาบ่อยครั้ง ทำให้การทำนาเกลือค่อนข้างลำบาก ต่อมานาเกลือกลายเป็นนาร้าง และมีน้ำทะเลทะลักเข้ามา ทำให้สัตว์น้ำชายฝั่งเข้าอาศัยจำนวนมาก ทั้งปูทะเล ปลา และกุ้ง ทั้งกุ้งขาว กุ้งรู กุ้งบ๊วย ชาวบ้านจึงจับมาทำเป็นอาหารและขาย แต่เนื่องจากในอดีตยังขาดความเจริญ ไม่ไฟฟ้า ชาวบ้านไม่มีตู้เย็นที่จะเก็บอาหารไว้ได้นาน จึงนำกุ้งที่จับมาได้มาต้มเค็ม เพื่อเป็นการถนอมอาหารอีกอย่างหนึ่ง
ปัจจุบันพื้นที่นาเกลือร้างกลายเป็นนากุ้ง หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า วังกุ้ง เป็นที่เลี้ยงกุ้งแบบธรรมชาติ คือให้กุ้งมาอาศัยเอง โดยไม่ต้องปล่อยลูกพันธุ์ และไม่ต้องให้อาหารด้วย ประกอบในหมู่บ้านสาขลามีวัดเก่าที่เป็นแหล่งเที่ยวคือวัดสาขลา เป็นวัดที่สร้างขึ้นมาพร้อมๆ กับการตั้งหมู่บ้าน มีหลวงพ่อโตเป็นพระประธานประดิษฐานอยู่ในอุโบสถ ถือเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวพุทธ แต่ละวันจะมีนักท่องเที่ยวเข้าในหมู่บ้านสาขลาจำนวนมาก ชาวบ้านจึงนำผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปจากสัตว์น้ำ รวมถึงสัตว์สดๆ มาจำหน่ายให้แก่นักท่องเที่ยวมีหลากหลายรูปแบบ ในส่วนของป้าสุนทรจะเลือกขายกุ้งเหยียด ซึ่งดัดแปลงจากกุ้งต้มเค็มนั่นเอง
"รุ่นคุณพ่อคุณแม่ของเรานั้น ทำเป็นกุ้งต้มเค็มธรรมดา หน้าตาคดงอ เหมือนกุ้งต้มเกลือทั่วไป แต่ป้ามาดัดแปลง จากเดิมใส่เกลืออย่างเดียว มาเติมน้ำตาลเล็กน้อยให้รสชาติออกมัน เค็มนิดๆ หวานหน่อยๆ กลมกล่อมดี สามารถกินกับข้าวสวย ข้าวต้ม หรือเป็นของกินเล่นๆ หรือกับแกล้มก็ได้ ส่วนรูปทรงของกุ้งเหยียดนั้น จะเป็นรูปทรงตรง ไม่งอเหมือนกุ้งต้มเค็มธรรมดา ทุกวันนี้ป้าทำขายหน้าบ้านเป็นสินค้าของฝากที่เป็นอาหารมาตั้งแต่ปี 2535 แล้ว ถือเป็นเจ้าแรกที่ทำกุ้งเหยียดขายในหมู่บ้านสาขลา หรือในประเทศไทยก็ว่าได้ ปรากฏว่าขายดีขึ้นเรื่อยๆ ตอนหลังมีเจ้าอื่นก็ทำเช่นกัน ป้าจึงรวบรวมบรรดาแม่บ้านที่ทำกุ้งเหยียดมาตั้งกลุ่มแม่บ้านเกษตรนาเกลือพัฒนาสาขลาขึ้นมา เพื่อแปรรูปกุ้งทำเป็นกุ้งเหยียดให้เป็นเอกลักษณ์ของหมู่บ้าน" ป้าสุนทรกล่าว
หลังจากรัฐบาลสมัยนั้นมีนโยบายส่งเสริมผลิตภัณฑ์ชุมชน ภายใต้โครงการหนึ่งผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบล หรือโอท็อป ป้าสุนทรจึงนำผลิตภัณฑ์กุ้งเหยียดป้าสุนทรในนามกลุ่มแม่บ้านเกษตรนาเกลือพัฒนาสาขลา เข้าประกวดในปี 2547 ปรากฏว่าได้รับการคัดสรรเป็นโอท็อป 5 ดาว ระดับประเทศ และโอท็อประดับ 4 ดาวมาตลอดถึงปัจจุบัน
นอกจากนี้ยังได้รับรางวัลมากมายในเวลาต่อมา เช่น รางวัลที่ 1 ของอาหารไทยประเภทเนื้อสัตว์ ประจำปี 2544 เป็นต้น และจากการที่กุ้งเหยียดป้าสุนทรเป็นสินค้าโอท็อประดับประเทศทำให้กลุ่มแม่บ้านเกษตรนาเกลือพัฒนาสาขลามีโอกาสออกงานแสดงสินค้าโอท็อปที่รัฐบาลขึ้นมา รวมถึงของกรุงเทพมหานครจัดขึ้นมาด้วย และผลจากการออกงานหลายครั้ง สิ่งที่ตามมาส่งผลให้กุ้งเหยียดป้าสุนทรเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง และมีลูกค้าที่สั่งออเดอร์ไม่ขาดสาย เพื่อนำไปขายต่อ
"ใครๆ ที่มาเที่ยวบ้านสาขลาต่างก็หากุ้งเหยียด หากใครมาที่บ้านสาขลาแล้วไม่กินกุ้งเหยียดถือว่าคนนั้นมาไม่ถึงสาขลา เพราะกุ้งเหยียดมีที่นี่ที่เดียวในประเทศไทย อย่างของป้านอกจากงานจะมีออเดอร์สั่งเข้ามาแล้ว ทุกวันนี้ป้าก็ขายหน้าบ้านด้วย ขายดีมาก โดยเฉพาะวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ เฉลี่ยแล้วแต่ละวันที่ขายหน้าบ้านตกวันละ 20 กก. ขายในราคา กก.ละ 300 บาท มีขายตั้งแต่กล่องบรรจุขนาดเล็กกล่องละ 30 บาท จนถึงกล่องละ 1 กก. ราคา 300 บาท หากขายส่งลดลงบ้าง แต่ไม่มากนัก" ประธานกลุ่มแม่บ้านเกษตรนาเกลือพัฒนาสาขลา กล่าว
กลุ่มแม่บ้านเกษตรนาเกลือพัฒนาสาขลา ต.นาเกลือ อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ นับเป็นกลุ่มแม่บ้านที่ประสบผลสำเร็จอีกกลุ่มหนึ่ง ที่สามารถนำภูมิปัญญาของบรรพบุรุษมาต่อยอด สร้างเป็นอาชีพให้แก่ชุมชนได้ และที่สำคัญนอกเหนือไปจากการสร้างอาชีพแล้ว กุ้งเหยียดป้าสุนทรยังสร้างเอกลักษณ์เป็นสินค้าคู่กับชุมชนบ้านสาขลาได้อีกด้วย มาทำกุ้งเหยียดสูตรป้าสุนทร ป้าสุนทร สุวรรณนาวิน บอกว่า กุ้งเหยียดป้าสุนทรในปัจจุบันทำจากกุ้งขาวและกุ้งรู กุ้งขาวเนื้อนิ่ม กุ้งรูให้เนื้อหนึบ เป็นกุ้งมาจากอ่าวไทยที่เข้ามาในวังกุ้ง หรือบ่อเปิดของเกษตรกร ส่วนวิธีทำกุ้งเหยียดนั้นเริ่มจาก
1.เตรียมหาอุปกรณ์ที่เป็นส่วนผสม คือ หม้อใส่กุ้ง 4 กก., น้ำตาลทราย 1.5 กก., เกลือ 170 กรัม 2.นำกุ้งที่มาจากวังกุ้ง หรือซื้อจากกลุ่มสมาชิก นำไปล้างให้สะอาด 3.นำกุ้งไปวางให้ตรงเรียงในหม้อเรียง 4-5 ชั้น ระหว่างชั้นจะโรยน้ำตาลทรายและเกลือป่น โดยไม่ต้องใส่น้ำแต่อย่างใด
4.นำเขียงทับกุ้ง ครกหรือของหนักทับอีกชั้น เพื่อไม่ให้กุ้งงอ 5.จากนั้นนำไปต้มให้สุก จนเหลือเพียงเล็กน้อย จึงยกเขียงและครกออก 6.เปิดไฟเบาๆ เคี่ยวจนน้ำในหม้อเหนียวหนึบ ยกลงมารอให้เย็นใช้เวลาทั้งหมด 1 ชั่วโมงครึ่ง 7.นำบรรจุกล่อง หรือรับประทานได้เลย โดยตัวกุ้งยังตรงเหยียด เป็นมันวาว รสชาติหวาน มัน เค็ม อย่างลงตัว แค่นี้เราก็ได้กุ้งเหยียดตามแบบฉบับของป้าสุนทรแล้ว สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 0-2848-4240
" ดลมนัส กาเจ"
NEWSblank ข่าวออนไลน์
เรียนภาษาอังกฤษ | หอพัก | ดาวน์โหลด | vol6
โอท็อปหนึ่งเดียวระดับประเทศ
คมชัดลึก : เกือบ 20 ปีที่ "ป้าสุนทร" สุนทร สุวรรณนาวิน ประธานกลุ่มแม่บ้านเกษตรนาเกลือพัฒนาสาขลา ต.นาเกลือ อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ ปักหลักแปรรูปกุ้งขาว กุ้งรู ทำเป็นผลิตภัณฑ์ "กุ้งเหยียดป้าสุนทร" มีแห่งเดียวในประเทศไทย ที่ได้รับการคัดสรรให้เป็นสุดยอดผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือโอท็อป 5 ดาว ระดับประเทศ ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์กุ้งเหยียดป้าสุนทรเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับจากลูกค้าอย่างแพร่หลาย แต่ละวันป้าสุนทรนั่งขายกุ้งเหยียดหน้าบ้านได้ถึง 6,000 บาท นอกจากนี้ยังมีออเดอร์จากลูกประจำ ที่สั่งมาขายต่ออีกจำนวนหนึ่ง
ป้าสุนทรบอกว่า การทำกุ้งเหยียดนั้น เป็นการต่อยอดของภูมิปัญญาชาวบ้าน เนื่องจากหมู่บ้านสาขลาเป็นหมู่บ้านอยู่ใกล้ทะเล ซึ่งเดิมทีชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพด้านการประมง บางส่วนทำนาเกลือ แต่เนื่องจากน้ำทะลักเข้ามาบ่อยครั้ง ทำให้การทำนาเกลือค่อนข้างลำบาก ต่อมานาเกลือกลายเป็นนาร้าง และมีน้ำทะเลทะลักเข้ามา ทำให้สัตว์น้ำชายฝั่งเข้าอาศัยจำนวนมาก ทั้งปูทะเล ปลา และกุ้ง ทั้งกุ้งขาว กุ้งรู กุ้งบ๊วย ชาวบ้านจึงจับมาทำเป็นอาหารและขาย แต่เนื่องจากในอดีตยังขาดความเจริญ ไม่ไฟฟ้า ชาวบ้านไม่มีตู้เย็นที่จะเก็บอาหารไว้ได้นาน จึงนำกุ้งที่จับมาได้มาต้มเค็ม เพื่อเป็นการถนอมอาหารอีกอย่างหนึ่ง
ปัจจุบันพื้นที่นาเกลือร้างกลายเป็นนากุ้ง หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า วังกุ้ง เป็นที่เลี้ยงกุ้งแบบธรรมชาติ คือให้กุ้งมาอาศัยเอง โดยไม่ต้องปล่อยลูกพันธุ์ และไม่ต้องให้อาหารด้วย ประกอบในหมู่บ้านสาขลามีวัดเก่าที่เป็นแหล่งเที่ยวคือวัดสาขลา เป็นวัดที่สร้างขึ้นมาพร้อมๆ กับการตั้งหมู่บ้าน มีหลวงพ่อโตเป็นพระประธานประดิษฐานอยู่ในอุโบสถ ถือเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวพุทธ แต่ละวันจะมีนักท่องเที่ยวเข้าในหมู่บ้านสาขลาจำนวนมาก ชาวบ้านจึงนำผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปจากสัตว์น้ำ รวมถึงสัตว์สดๆ มาจำหน่ายให้แก่นักท่องเที่ยวมีหลากหลายรูปแบบ ในส่วนของป้าสุนทรจะเลือกขายกุ้งเหยียด ซึ่งดัดแปลงจากกุ้งต้มเค็มนั่นเอง
"รุ่นคุณพ่อคุณแม่ของเรานั้น ทำเป็นกุ้งต้มเค็มธรรมดา หน้าตาคดงอ เหมือนกุ้งต้มเกลือทั่วไป แต่ป้ามาดัดแปลง จากเดิมใส่เกลืออย่างเดียว มาเติมน้ำตาลเล็กน้อยให้รสชาติออกมัน เค็มนิดๆ หวานหน่อยๆ กลมกล่อมดี สามารถกินกับข้าวสวย ข้าวต้ม หรือเป็นของกินเล่นๆ หรือกับแกล้มก็ได้ ส่วนรูปทรงของกุ้งเหยียดนั้น จะเป็นรูปทรงตรง ไม่งอเหมือนกุ้งต้มเค็มธรรมดา ทุกวันนี้ป้าทำขายหน้าบ้านเป็นสินค้าของฝากที่เป็นอาหารมาตั้งแต่ปี 2535 แล้ว ถือเป็นเจ้าแรกที่ทำกุ้งเหยียดขายในหมู่บ้านสาขลา หรือในประเทศไทยก็ว่าได้ ปรากฏว่าขายดีขึ้นเรื่อยๆ ตอนหลังมีเจ้าอื่นก็ทำเช่นกัน ป้าจึงรวบรวมบรรดาแม่บ้านที่ทำกุ้งเหยียดมาตั้งกลุ่มแม่บ้านเกษตรนาเกลือพัฒนาสาขลาขึ้นมา เพื่อแปรรูปกุ้งทำเป็นกุ้งเหยียดให้เป็นเอกลักษณ์ของหมู่บ้าน" ป้าสุนทรกล่าว
หลังจากรัฐบาลสมัยนั้นมีนโยบายส่งเสริมผลิตภัณฑ์ชุมชน ภายใต้โครงการหนึ่งผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบล หรือโอท็อป ป้าสุนทรจึงนำผลิตภัณฑ์กุ้งเหยียดป้าสุนทรในนามกลุ่มแม่บ้านเกษตรนาเกลือพัฒนาสาขลา เข้าประกวดในปี 2547 ปรากฏว่าได้รับการคัดสรรเป็นโอท็อป 5 ดาว ระดับประเทศ และโอท็อประดับ 4 ดาวมาตลอดถึงปัจจุบัน
นอกจากนี้ยังได้รับรางวัลมากมายในเวลาต่อมา เช่น รางวัลที่ 1 ของอาหารไทยประเภทเนื้อสัตว์ ประจำปี 2544 เป็นต้น และจากการที่กุ้งเหยียดป้าสุนทรเป็นสินค้าโอท็อประดับประเทศทำให้กลุ่มแม่บ้านเกษตรนาเกลือพัฒนาสาขลามีโอกาสออกงานแสดงสินค้าโอท็อปที่รัฐบาลขึ้นมา รวมถึงของกรุงเทพมหานครจัดขึ้นมาด้วย และผลจากการออกงานหลายครั้ง สิ่งที่ตามมาส่งผลให้กุ้งเหยียดป้าสุนทรเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง และมีลูกค้าที่สั่งออเดอร์ไม่ขาดสาย เพื่อนำไปขายต่อ
"ใครๆ ที่มาเที่ยวบ้านสาขลาต่างก็หากุ้งเหยียด หากใครมาที่บ้านสาขลาแล้วไม่กินกุ้งเหยียดถือว่าคนนั้นมาไม่ถึงสาขลา เพราะกุ้งเหยียดมีที่นี่ที่เดียวในประเทศไทย อย่างของป้านอกจากงานจะมีออเดอร์สั่งเข้ามาแล้ว ทุกวันนี้ป้าก็ขายหน้าบ้านด้วย ขายดีมาก โดยเฉพาะวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ เฉลี่ยแล้วแต่ละวันที่ขายหน้าบ้านตกวันละ 20 กก. ขายในราคา กก.ละ 300 บาท มีขายตั้งแต่กล่องบรรจุขนาดเล็กกล่องละ 30 บาท จนถึงกล่องละ 1 กก. ราคา 300 บาท หากขายส่งลดลงบ้าง แต่ไม่มากนัก" ประธานกลุ่มแม่บ้านเกษตรนาเกลือพัฒนาสาขลา กล่าว
กลุ่มแม่บ้านเกษตรนาเกลือพัฒนาสาขลา ต.นาเกลือ อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ นับเป็นกลุ่มแม่บ้านที่ประสบผลสำเร็จอีกกลุ่มหนึ่ง ที่สามารถนำภูมิปัญญาของบรรพบุรุษมาต่อยอด สร้างเป็นอาชีพให้แก่ชุมชนได้ และที่สำคัญนอกเหนือไปจากการสร้างอาชีพแล้ว กุ้งเหยียดป้าสุนทรยังสร้างเอกลักษณ์เป็นสินค้าคู่กับชุมชนบ้านสาขลาได้อีกด้วย มาทำกุ้งเหยียดสูตรป้าสุนทร ป้าสุนทร สุวรรณนาวิน บอกว่า กุ้งเหยียดป้าสุนทรในปัจจุบันทำจากกุ้งขาวและกุ้งรู กุ้งขาวเนื้อนิ่ม กุ้งรูให้เนื้อหนึบ เป็นกุ้งมาจากอ่าวไทยที่เข้ามาในวังกุ้ง หรือบ่อเปิดของเกษตรกร ส่วนวิธีทำกุ้งเหยียดนั้นเริ่มจาก
1.เตรียมหาอุปกรณ์ที่เป็นส่วนผสม คือ หม้อใส่กุ้ง 4 กก., น้ำตาลทราย 1.5 กก., เกลือ 170 กรัม 2.นำกุ้งที่มาจากวังกุ้ง หรือซื้อจากกลุ่มสมาชิก นำไปล้างให้สะอาด 3.นำกุ้งไปวางให้ตรงเรียงในหม้อเรียง 4-5 ชั้น ระหว่างชั้นจะโรยน้ำตาลทรายและเกลือป่น โดยไม่ต้องใส่น้ำแต่อย่างใด
4.นำเขียงทับกุ้ง ครกหรือของหนักทับอีกชั้น เพื่อไม่ให้กุ้งงอ 5.จากนั้นนำไปต้มให้สุก จนเหลือเพียงเล็กน้อย จึงยกเขียงและครกออก 6.เปิดไฟเบาๆ เคี่ยวจนน้ำในหม้อเหนียวหนึบ ยกลงมารอให้เย็นใช้เวลาทั้งหมด 1 ชั่วโมงครึ่ง 7.นำบรรจุกล่อง หรือรับประทานได้เลย โดยตัวกุ้งยังตรงเหยียด เป็นมันวาว รสชาติหวาน มัน เค็ม อย่างลงตัว แค่นี้เราก็ได้กุ้งเหยียดตามแบบฉบับของป้าสุนทรแล้ว สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 0-2848-4240
" ดลมนัส กาเจ"
NEWSblank ข่าวออนไลน์
เรียนภาษาอังกฤษ | หอพัก | ดาวน์โหลด | vol6
พอแล้วรวย ฟุตบอลโลก อีกกระแสของทุนเห็นแก่ตัว
พอแล้วรวย ฟุตบอลโลก
อีกกระแสของทุนเห็นแก่ตัว
คมชัดลึก : ช่วงกลางเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม ปีนี้ก็เป็นอีกวาระหนึ่งที่คอบอลจะอดหลับอดนอน ยอมเสียสุขภาพ เพื่อถ่างตาดูแมทช์สำคัญ ออกแรงเชียร์ทีมในดวงใจอย่างเอาเป็นเอาตาย ในศึกฟุตบอลโลกซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศแอฟริกาใต้
เป็นที่รู้กันโดยไม่ต้องหาหลักฐานว่าเงินสะพัดจากโต๊ะพนันบอลอาจถึงระดับหลายพันล้านหรือเฉียดหมื่นล้าน สินค้าแบรนด์เนมชนิดต่างๆ ร่วมโหนกระแสบอลโลกฟีเวอร์ในการโปรโมทสินค้าตนเอง ทั้งแจกตั๋วเครื่องบินไปชมแมทช์สำคัญๆ แจกของที่ระลึกสัญลักษณ์บอลโลก ร้านค้า ร้านอาหารจัดเตรียมที่ทางสำหรับการเชียร์บอลแบบเรียกว่าเอาใจลูกค้ากันสุดๆ
ท่ามกลางความรู้สึกของคนดูบอลที่คิดว่าเป็นสิทธิส่วนตัวของแต่ละคนที่ได้เชียร์บอลโลก ซึ่ง 4 ปี จะเวียนมาหนึ่งครั้งแบบฟรี ไม่มีอะไรมาติดขัด แต่แล้วบางคนก็ต้องผิดหวัง เพราะบางสถานที่ “จอมืด” สาเหตุคือไม่ได้จ่ายตังค์
“there is no free lunch” (ไม่มีอะไรฟรีในโลก) คือคติของโลกทุนนิยม บอลโลกถูกทำให้เป็น “สินค้า” ราคาหลายหมื่นล้าน ด้วยเทคโนโลยีล้ำหน้า เฉพาะผู้จ่ายสตางค์เท่านั้นที่จะได้รับรหัส ได้รับสิทธิ์ในการชม นอกจากเงินที่จะได้จากการถ่ายทอด ยังมีค่าโฆษณามูลค่ามหาศาล และรายได้จากสินค้าลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกอีกมากมาย
ด้วยเหตุที่ฟุตบอลโลกพัวพันกับผลประโยชน์ประมาณค่าไม่ได้ คนทั้งโลกจึงถูกปลุกให้เข้าในกระแสเหมือนต้อง “มนต์สะกด” อย่างไม่รู้ตัว ให้ต้องเสียเวลา เสียสุขภาพ เสียเงิน ซ้ำร้ายหลายคนต้องเสียอนาคตหาก "ผีพนัน” เข้าสิง
หลายประเทศทำให้การพนันฟุตบอลโลกเป็นเรื่องถูกกฎหมาย เพราะรัฐเองก็ได้ประโยชน์จากภาษีของเหล่าผีพนันไม่น้อย ฟุตบอลโลกในปรากฏการณ์ปัจจุบัน จึงไม่ใช่เป็นกีฬาที่อิงความหมายของกีฬาที่แท้จริงอีกต่อไป แต่เป็นตัวอย่าง “ทุนนิยมเห็นแก่ตัว” เต็มรูปของจริงที่สัมผัสได้ นักกีฬากลายเป็นสินค้าที่ซื้อขายได้ด้วยค่าตัวระดับร้อยล้านพันล้านบาท ค่ายฟุตบอลเข้าไปในตลาดหลักทรัพย์ มีการซื้อขาย ปั่นหุ้นกันได้
ในโลกของทุนนิยมอย่าง อังกฤษ อเมริกา จะพบกับคนที่ไร้ค่า เร่ร่อน ไม่มีบ้านจะซุกหัวนอน ขณะที่ซูเปอรสตาร์ฟุตบอลโลกอย่าง โรนัลโด้ กลับมีค่าตัวหลายร้อยล้าน นี่คือตัวอย่างของ “สองมาตรฐาน” ของจริง!
อาจารย์ยักษ์อดรู้สึกหดหู่ใจไม่ได้ว่า ในยามที่โลกกำลังวิกฤติสุดๆ โลกกำลังจะเข้าสู่กลียุคเพราะขาดน้ำ ขาดอาหาร ผู้คนแย่งชิง ฆ่าฟันกัน แทนที่โลกจะทุ่มเงินอย่างที่ทุ่มให้บอลโลกมาใช้ในการสร้างกระแสให้เท่ากับกระแสบอลโลก ปลุกผู้คนให้ “ต้องมนต์สะกด” ยอมเสียเงิน เสียเวลา เสียสุขภาพเท่ากับที่ยอมในบอลโลก มาช่วยกันเยียวยาโลก หากเป็นเช่นนี้ได้ โลกก็น่าจะ “ดีขึ้นทันตา” ภายในหนึ่งเดือนเท่ากับเวลาบอลโลกเลยทีเดียว
ท่ามกลางข่าวบอลโลก ข่าวแผ่นดินไหวใน จ.กาญจนบุรี ห่างเขื่อนศรีนครินทร์ไปราว 20 กิโลเมตร คงจะเป็นข่าวที่ไม่มีใครสนใจสักเท่าไหร่ ข่าวน้ำแห้งในเขื่อนแทบจะทุกเขื่อนของไทยก็เป็นเพียงข่าวที่ “รายงาน” ให้ทราบ ไม่ยิ่งใหญ่ ไม่ตื่นเต้นเพียงพอที่จะทำให้ผู้คนเสียสุขภาพ เสียเงิน เสียเวลาออกมาทำอะไรสักอย่าง แม้จะตระหนักแล้วว่า “ความมีสาระ” นั้นอยู่คู่กับคนส่วนน้อย แต่ “ความไร้สาระ” นั้นมักอยู่คู่กับคนส่วนใหญ่ และเมื่อภัยมาถึง ก็จะมีเพียงคนส่วนน้อยเท่านั้นที่อยู่รอด คนส่วนใหญ่จะเดือดร้อน ยากเข็ญ
อาจารย์ยักษ์อดเศร้าสลดใจไม่ได้ว่า ภยันตรายที่อยู่ปลายจมูกนั้นมันชัดแจ้ง แต่มนุษย์เรากลับไม่ยอมสละทรัพย์เพื่อช่วยให้ตัวเองรอด ตัวอย่างดูได้จากการประชุมผู้นำโลกที่กรุงโคเปนเฮเกน ธันวาคมเมื่อปีที่แล้ว ที่ผู้นำโลกตกลงกันไม่ได้ เกี่ยงกันว่าจะเอาอย่างไร ใครจะทำก่อน แต่กับเรื่องไร้สาระอย่างฟุตบอลโลกที่ถ้าไม่มี ก็ไม่ได้ทำให้มนุษย์ต้องล้มประดาตาย กลับมีเงินหมื่นๆ ล้านทุ่มเทให้ ปลุกคนทั้งโลกให้ “บ้า” กันได้
จึงไม่แปลกใจว่า อนาคตกาล หากจะมีใครขนามนามยุคของมนุษย์ศตวรรษนี้ ก็คงเข้าใจได้ว่า ทำไมมนุษย์ยุคเราจึงชื่อว่า “ยุคแห่งความโง่เขลา”
"อาจารย์ยักษ์ ณ มหาลัยคอกหมู"
NEWSblank ข่าวออนไลน์
เรียนภาษาอังกฤษ | หอพัก | ดาวน์โหลด | vol6
อีกกระแสของทุนเห็นแก่ตัว
คมชัดลึก : ช่วงกลางเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม ปีนี้ก็เป็นอีกวาระหนึ่งที่คอบอลจะอดหลับอดนอน ยอมเสียสุขภาพ เพื่อถ่างตาดูแมทช์สำคัญ ออกแรงเชียร์ทีมในดวงใจอย่างเอาเป็นเอาตาย ในศึกฟุตบอลโลกซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศแอฟริกาใต้
เป็นที่รู้กันโดยไม่ต้องหาหลักฐานว่าเงินสะพัดจากโต๊ะพนันบอลอาจถึงระดับหลายพันล้านหรือเฉียดหมื่นล้าน สินค้าแบรนด์เนมชนิดต่างๆ ร่วมโหนกระแสบอลโลกฟีเวอร์ในการโปรโมทสินค้าตนเอง ทั้งแจกตั๋วเครื่องบินไปชมแมทช์สำคัญๆ แจกของที่ระลึกสัญลักษณ์บอลโลก ร้านค้า ร้านอาหารจัดเตรียมที่ทางสำหรับการเชียร์บอลแบบเรียกว่าเอาใจลูกค้ากันสุดๆ
ท่ามกลางความรู้สึกของคนดูบอลที่คิดว่าเป็นสิทธิส่วนตัวของแต่ละคนที่ได้เชียร์บอลโลก ซึ่ง 4 ปี จะเวียนมาหนึ่งครั้งแบบฟรี ไม่มีอะไรมาติดขัด แต่แล้วบางคนก็ต้องผิดหวัง เพราะบางสถานที่ “จอมืด” สาเหตุคือไม่ได้จ่ายตังค์
“there is no free lunch” (ไม่มีอะไรฟรีในโลก) คือคติของโลกทุนนิยม บอลโลกถูกทำให้เป็น “สินค้า” ราคาหลายหมื่นล้าน ด้วยเทคโนโลยีล้ำหน้า เฉพาะผู้จ่ายสตางค์เท่านั้นที่จะได้รับรหัส ได้รับสิทธิ์ในการชม นอกจากเงินที่จะได้จากการถ่ายทอด ยังมีค่าโฆษณามูลค่ามหาศาล และรายได้จากสินค้าลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกอีกมากมาย
ด้วยเหตุที่ฟุตบอลโลกพัวพันกับผลประโยชน์ประมาณค่าไม่ได้ คนทั้งโลกจึงถูกปลุกให้เข้าในกระแสเหมือนต้อง “มนต์สะกด” อย่างไม่รู้ตัว ให้ต้องเสียเวลา เสียสุขภาพ เสียเงิน ซ้ำร้ายหลายคนต้องเสียอนาคตหาก "ผีพนัน” เข้าสิง
หลายประเทศทำให้การพนันฟุตบอลโลกเป็นเรื่องถูกกฎหมาย เพราะรัฐเองก็ได้ประโยชน์จากภาษีของเหล่าผีพนันไม่น้อย ฟุตบอลโลกในปรากฏการณ์ปัจจุบัน จึงไม่ใช่เป็นกีฬาที่อิงความหมายของกีฬาที่แท้จริงอีกต่อไป แต่เป็นตัวอย่าง “ทุนนิยมเห็นแก่ตัว” เต็มรูปของจริงที่สัมผัสได้ นักกีฬากลายเป็นสินค้าที่ซื้อขายได้ด้วยค่าตัวระดับร้อยล้านพันล้านบาท ค่ายฟุตบอลเข้าไปในตลาดหลักทรัพย์ มีการซื้อขาย ปั่นหุ้นกันได้
ในโลกของทุนนิยมอย่าง อังกฤษ อเมริกา จะพบกับคนที่ไร้ค่า เร่ร่อน ไม่มีบ้านจะซุกหัวนอน ขณะที่ซูเปอรสตาร์ฟุตบอลโลกอย่าง โรนัลโด้ กลับมีค่าตัวหลายร้อยล้าน นี่คือตัวอย่างของ “สองมาตรฐาน” ของจริง!
อาจารย์ยักษ์อดรู้สึกหดหู่ใจไม่ได้ว่า ในยามที่โลกกำลังวิกฤติสุดๆ โลกกำลังจะเข้าสู่กลียุคเพราะขาดน้ำ ขาดอาหาร ผู้คนแย่งชิง ฆ่าฟันกัน แทนที่โลกจะทุ่มเงินอย่างที่ทุ่มให้บอลโลกมาใช้ในการสร้างกระแสให้เท่ากับกระแสบอลโลก ปลุกผู้คนให้ “ต้องมนต์สะกด” ยอมเสียเงิน เสียเวลา เสียสุขภาพเท่ากับที่ยอมในบอลโลก มาช่วยกันเยียวยาโลก หากเป็นเช่นนี้ได้ โลกก็น่าจะ “ดีขึ้นทันตา” ภายในหนึ่งเดือนเท่ากับเวลาบอลโลกเลยทีเดียว
ท่ามกลางข่าวบอลโลก ข่าวแผ่นดินไหวใน จ.กาญจนบุรี ห่างเขื่อนศรีนครินทร์ไปราว 20 กิโลเมตร คงจะเป็นข่าวที่ไม่มีใครสนใจสักเท่าไหร่ ข่าวน้ำแห้งในเขื่อนแทบจะทุกเขื่อนของไทยก็เป็นเพียงข่าวที่ “รายงาน” ให้ทราบ ไม่ยิ่งใหญ่ ไม่ตื่นเต้นเพียงพอที่จะทำให้ผู้คนเสียสุขภาพ เสียเงิน เสียเวลาออกมาทำอะไรสักอย่าง แม้จะตระหนักแล้วว่า “ความมีสาระ” นั้นอยู่คู่กับคนส่วนน้อย แต่ “ความไร้สาระ” นั้นมักอยู่คู่กับคนส่วนใหญ่ และเมื่อภัยมาถึง ก็จะมีเพียงคนส่วนน้อยเท่านั้นที่อยู่รอด คนส่วนใหญ่จะเดือดร้อน ยากเข็ญ
อาจารย์ยักษ์อดเศร้าสลดใจไม่ได้ว่า ภยันตรายที่อยู่ปลายจมูกนั้นมันชัดแจ้ง แต่มนุษย์เรากลับไม่ยอมสละทรัพย์เพื่อช่วยให้ตัวเองรอด ตัวอย่างดูได้จากการประชุมผู้นำโลกที่กรุงโคเปนเฮเกน ธันวาคมเมื่อปีที่แล้ว ที่ผู้นำโลกตกลงกันไม่ได้ เกี่ยงกันว่าจะเอาอย่างไร ใครจะทำก่อน แต่กับเรื่องไร้สาระอย่างฟุตบอลโลกที่ถ้าไม่มี ก็ไม่ได้ทำให้มนุษย์ต้องล้มประดาตาย กลับมีเงินหมื่นๆ ล้านทุ่มเทให้ ปลุกคนทั้งโลกให้ “บ้า” กันได้
จึงไม่แปลกใจว่า อนาคตกาล หากจะมีใครขนามนามยุคของมนุษย์ศตวรรษนี้ ก็คงเข้าใจได้ว่า ทำไมมนุษย์ยุคเราจึงชื่อว่า “ยุคแห่งความโง่เขลา”
"อาจารย์ยักษ์ ณ มหาลัยคอกหมู"
NEWSblank ข่าวออนไลน์
เรียนภาษาอังกฤษ | หอพัก | ดาวน์โหลด | vol6
พบน้ำอยู่ข้างในดวงจันทร์จำนวนมหาศาล ท่วมสูงได้ตั้งเมตร
พบน้ำอยู่ข้างในดวงจันทร์จำนวนมหาศาล ท่วมสูงได้ตั้งเมตร
มนุษย์ที่เดินทางไปบนดวงจันทร์ไม่ต้องกลัวอดน้ำแล้ว นักวิทยาศาสตร์ดวงดาวเชื่อว่า ดวงจันทร์มีน้ำอยู่ลึกใต้พื้นผิว มากกว่าที่เชื่อกันมาก่อนหลายร้อยเท่าทีมนักวิทยาศาสตร์ที่มีสหรัฐฯเป็นหัวหน้าได้กล่าวอ้าง โดยยืนยันจากผลการวิเคราะห์ตัวอย่างหินดวงจันทร์ ที่มนุษย์อวกาศโครงการอพอลโลขนเอามา และก้อนอุกกาบาตจากดวงจันทร์ที่ตกในทวีปแอฟริกาว่า มีน้ำอยู่ในแร่ธาตุบนดวงจันทร์ มากกว่าที่เชื่อกันมาก่อนไม่ต่ำกว่า 100 เท่านายแฟรนซิส แมคคับบิน แห่งสถาบันคาร์เนกี้ หัวหน้าทีมได้กล่าวอ้างในวารสาร สมาคมวิทยาศาสตร์ สหรัฐฯ ว่า มีน้ำอยู่ภายในดวงจันทร์เกือบทุกหนทุกแห่ง เราเชื่อกันมาตั้ง 40 ปีว่า ดวงจันทร์แห้งผาก แต่กลับพบว่า ดวงจันทร์มีน้ำปนอยู่ ตั้งแต่ระหว่าง 64 ส่วนต่อพันล้าน จนถึง 5 ส่วนต่อล้าน ประมาณ 2.5 เท่าของปริมาณน้ำในทะเลสาบเกรต เลคส์ หรือหากดูดขึ้นมาอยู่บนพื้นผิว มันจะต้องท่วมดวงจันทร์ สูงตั้งเมตร พร้อมกับบอกว่า เราควรจะเริ่มศึกษาผล และบ่อเกิดของน้ำภายในดวงจันทร์กันเสียตั้งแต่บัดนี้.
NEWSblank ข่าวออนไลน์
เรียนภาษาอังกฤษ | หอพัก | ดาวน์โหลด | vol6
มนุษย์ที่เดินทางไปบนดวงจันทร์ไม่ต้องกลัวอดน้ำแล้ว นักวิทยาศาสตร์ดวงดาวเชื่อว่า ดวงจันทร์มีน้ำอยู่ลึกใต้พื้นผิว มากกว่าที่เชื่อกันมาก่อนหลายร้อยเท่าทีมนักวิทยาศาสตร์ที่มีสหรัฐฯเป็นหัวหน้าได้กล่าวอ้าง โดยยืนยันจากผลการวิเคราะห์ตัวอย่างหินดวงจันทร์ ที่มนุษย์อวกาศโครงการอพอลโลขนเอามา และก้อนอุกกาบาตจากดวงจันทร์ที่ตกในทวีปแอฟริกาว่า มีน้ำอยู่ในแร่ธาตุบนดวงจันทร์ มากกว่าที่เชื่อกันมาก่อนไม่ต่ำกว่า 100 เท่านายแฟรนซิส แมคคับบิน แห่งสถาบันคาร์เนกี้ หัวหน้าทีมได้กล่าวอ้างในวารสาร สมาคมวิทยาศาสตร์ สหรัฐฯ ว่า มีน้ำอยู่ภายในดวงจันทร์เกือบทุกหนทุกแห่ง เราเชื่อกันมาตั้ง 40 ปีว่า ดวงจันทร์แห้งผาก แต่กลับพบว่า ดวงจันทร์มีน้ำปนอยู่ ตั้งแต่ระหว่าง 64 ส่วนต่อพันล้าน จนถึง 5 ส่วนต่อล้าน ประมาณ 2.5 เท่าของปริมาณน้ำในทะเลสาบเกรต เลคส์ หรือหากดูดขึ้นมาอยู่บนพื้นผิว มันจะต้องท่วมดวงจันทร์ สูงตั้งเมตร พร้อมกับบอกว่า เราควรจะเริ่มศึกษาผล และบ่อเกิดของน้ำภายในดวงจันทร์กันเสียตั้งแต่บัดนี้.
NEWSblank ข่าวออนไลน์
เรียนภาษาอังกฤษ | หอพัก | ดาวน์โหลด | vol6
Subscribe to:
Posts (Atom)
Blog Archive
-
▼
2010
(94)
-
▼
June
(15)
- การเมืองขัดแย้ง คอรัปชัน ทำยาเสพติดระบาด
- 50 ปี สจล.ขนนวัตกรรมโชว์นับ 1,000 ชิ้น
- กุ้งเหยียดป้าสุนทรฝีมือชาวเล โอท็อปหนึ่งเดียวระดับ...
- พอแล้วรวย ฟุตบอลโลก อีกกระแสของทุนเห็นแก่ตัว
- พบน้ำอยู่ข้างในดวงจันทร์จำนวนมหาศาล ท่วมสูงได้ตั้ง...
- นิพิฏฐ์รุกเสริมวัฒนธรรมประชาธิปไตย
- ลูกซึมๆ เซื่องๆ เงียบ ปลีกตัวสัญญาณอันตราย!!พ่อแม่...
- เจาะแจ๊ะวิทยาศาสตร์หมวกเมฆสีรุ้ง
- นิพิฏฐ์รุกเสริมวัฒนธรรมประชาธิปไตย
- ภาษาอังกฤษง่ายนิดเดียวสำคัญยิ่ง
- ลูกซึมๆ เซื่องๆ เงียบ ปลีกตัวสัญญาณอันตราย!!พ่อแม่...
- เปิดม่านการศึกษาประจำวันที่14มิ.ย.
- เจาะแจ๊ะวิทยาศาสตร์หมวกเมฆสีรุ้ง
- ภาษาอังกฤษง่ายนิดเดียวสำคัญยิ่ง
- เปิดม่านการศึกษาประจำวันที่14มิ.ย.
-
▼
June
(15)